อย่ าไปเก็ บเอาคำไม่ ดี ขอ งค นอื่ น ไว้ ในใจตั วเอ ง

อย่ าไปเก็ บเอาคำไม่ ดี ขอ งค นอื่ น ไว้ ในใจตั วเอ ง

อย่าเก็บ “ขยะ” จากปากใครมาใส่ใจเราเลย ทุกชีวิ ตต่างมีบ า ด แ ผ ล ไม่ว่าชีวิ ตใครๆ ต่างมีแผลด้วยกันทั้งนั้น ต่อให้เข้มแข็งสักแค่ไหน

ต่างพ่ า ยแ พ้เป็นบ างเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานเรื่องชีวิตเรื่องความรักเรามีพื้นที่ความอ่อนไหวไม่เหมือนกัน เพราะเรารู้สึกต่อสิ่งต่างๆไม่เท่ากัน

บางคนอาจเคยเ จ็ บ ป ว ดเพราะคำถูกนิ น ท าอย่าเก็บ ข ย ะ จากป ากใครมาใส่ใจเราเลย ทุกครั้งที่โด นดูถูก จะทำให้เราแ ก ร่งขึ้น

เพราะเราจะพั ฒน าทำตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำเพื่อคนที่ดูถูก แต่ทำเพื่อตัวเราเอง เป็นกำลังใ จให้ตัวเองมากๆ

ชี วิ ตนั้นสั้ นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเ สี ยอีกจะ สิ้น วัน สิ้น พรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าถ้าเราใช้เวล าอันแ สนสั้ นนี้ไปมัวหลั บ ๆตื่นๆอ ยู่ในความรัก

โลภ โ ก ร ธ ห ลงหมั่ นไส้คนนั้นปล าบปลื้ มคนนี้ ริ ษ ย าเจ้านาย ใส่ไคล้ลูกน้อง

ปกป้ อ งภาพลั กษณ์ (อัตต า) ก ด (หัว)คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือ กของชีวิตโดยลืมไปเลยว่าอะ ไรคื อสิ่งที่ตนควรทำอย่ างแท้จริงคิดดูเถิดว่า

เราจะข า ดทุนขน า ดไหนท่านอังคาร กัลย าณพงศ์ เ ขีย นบทกวีไว้ว่า

น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชี พก็ร้ า งอย่ างความฝัน ค่ า ชีวา คือพ ร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใดคนเราไม่ควรพร่าเวล าอั นสูง ค่าด้วยการปล่อ ยตัวปล่อ ยใจให้ตกเป็นทา ส ของ ความชอ บ คว ามชัง มากนัก

เพราะถ้าเราวิ่งต ามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่ อไปไม่รู้จบ กิเลสไม่เคยเหนื่อ ยแต่ใจคนเราสิจะเหนื่อ ยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่าควรคิดเ สี ยใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดม าเ พื่อที่จะชอบ

หรือไม่ชอบใครหรือ เ พื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือ มาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อ ทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ เ อ าเวล าที่รู้สึกแย่ๆกับคนอื่นนั้น หันกลับมามองตัวเองดีกว่า

ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสา รมีงา นอ ะไรบ้างที่เราควรทำนอ กจากนั้นก็ควรมองกว้างออ กไปอีกว่าเราได้ทำอะไร ไว้ใ ห้แก่โลก บ้าง แล้วหรือ ยังคนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเ สี ยอ ยู่ในตัวเอง

ถ้ าเรา เลือ กมองแต่ด้านเ สี ยของเขาจิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้ เวล าที่เ สี ยไปเพราะ มัวแต่สน ใจด้าน ไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวล าที่ถูกใ ช้ไ ปอย่ างไร้ค่า บางทีคนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไ ม่ดีกับ เขานั้นเขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย

เราเ ผ าตัวเราเองอ ยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอาร ม ณ์เ สี ย วันแล้ววันเล่ า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มาได้เลยลองเปลี่ยนวิ ธีคิด วิ ธีมองโลกเ สียใ หม่ดีกว่าคิดเ สี ยว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อ ม หรือ

เล วไม่มีที่ติไปเ สี ยทั้งหมดหรอ กเราอ ยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียว

ก็จะล้มหาย สิ้ น จากกันไปหมดแล้วมาเ สี ยเวล ากับเรื่องไร้สา ระทำไมอะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิด ปล่อ ยวางเ สี ยบ้างความโ ก ร ธความ เ ก ลี ย ดนั้น ปล่อ ย วา งเ สี ยบ้างความโกร ธ ความเ กลีย ด นั้น

ไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อ ยนิดนี้เลยมุ่งไปข้างหน้าไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่าวิ ธีที่แนะนำทั้งหม ด นั้น นักภาวนาเรียกว่าการกลับมา อ ยู่กับตัวเอง

กล่ าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอ ยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลกแทนที่จะปล่อ ยใจให้อ ยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอ ดก็ควรหันกลับเข้ามา มองด้านในแก้ไขที่ตัวเอง อย่ ามุ่งแก้ไขที่คนอื่นเพราะยิ่งพย าย ามแก้ไขคนอื่นก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอ ดแหยิ่งเราให้ความ สำคัญ

กั บคนที่เราเกลียดมากเท่าใด สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า น ปเรสํ วิโลมานิ นปเรสํ กต ากตํ อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย กต านิ อ กต านิ จแปลว่า อย่ าเก็บคำไม่ดีของคนอื่นไว้ในใจ

อย่ าเที่ยวมองหาความผิ ดคนอื่นอ ยู่ให้มองแต่สิ่งที่ตัวเองทำหรือ ยังไม่ได้ทำเท่านั้นเพียงเท่านี้ก็เรียกได้ว่าเราทำหน้าที่ขอ ง มนุ ษย์ของเราสมบูรณ์ไม่มีข้อตำหนิ แต่ถ้าทำเกินกว่านี้ก็เรียกว่าทำผิ ด คิดผิ ดผลคือเราก็เป็นทุ กข์ ทางออ กอ ยู่ทื่เราเองจะทำผิ ดหรือทำถูกจะมองกายวาจาใจตัวเองหรือเ สี ยเวล ามองคนอื่นตลอ ดวัน